ข่าวมาใหม่

“สามารถ” ปิดงบ Q2 สวยทั้งรายได้และกำไร

“สามารถ” ปิดงบ Q2 สวยทั้งรายได้และกำไร

14 ส.ค.56 : กลุ่มบริษัทสามารถ แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2 ประจำปี 2556 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 5,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51 เปอร์เซนต์จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60 เปอร์เซนต์ สรุปภาพรวมครึ่งปี 2556  กลุ่มสามารถมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีรายได้ครึ่งปี 10,842 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซนต์ คิดเป็นกำไรสุทธิ 711 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32 เปอร์เซนต์ อีกทั้งยังมั่นใจว่าในช่วงครึ่งปีหลัง รายได้และกำไรจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ด้วยปัจจัยบวกจากธุรกิจมือถือ Smart Phone ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งธุรกิจประมูลงานภาครัฐ ซึ่งจะกลับมาคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยมูลค่างานประมูลอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มสามารถยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของ บมจ. สามารถคอร์ปอเรชั่น, บมจ.สามารถเทลคอม และบมจ.สามารถ ไอ-โมบาย จำนวน .35 บาท, .30 บาท และ .05 บาท ตามลำดับ

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของแต่ละสายธุรกิจในกลุ่มสามารถ ประจำไตรมาส 2 ปี 2556 ว่า “Mobile Multi-media โดยบมจ.สามารถไอ-โมบาย มีรายได้ 2,636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซนต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 เปอร์เซ็นต์ เหตุหลักมาจากยอดขาย Smart Phone ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างโดดเด่น โดยในครึ่งปีแรกมียอดขายมือถือรวมแล้วกว่า 2 ล้านเครื่อง เป็น Smart Phone กว่า 765,000 เครื่อง ส่งผลให้ราคาขายโดยเฉลี่ยต่อเครื่องขยับตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว และทำให้บริษัทฯ มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน   ในส่วนของ ICT Solutions โดย บมจ.สามารถเทลคอม มีรายได้ 2,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซนต์ มีกำไรสุทธิ 176 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในครึ่งปีหลัง ผลการดำเนินงานของกลุ่มสามารถเทลคอมจะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ล่าสุด เซ็นสัญญาโครงการใหม่ในไตรมาส 3 แล้วจำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 700 ล้านบาท และคาดว่าจะปิดยอดไตรมาส 3 ได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ในไตรมาส 4 ยังมีงานให้เข้าร่วมประมูลอีกนับสิบโครงการด้วยมูลค่ารวมกันกว่า 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันกลุ่มเทลคอมมีงานในมือรอการรับรู้รายได้แล้วกว่า 8,000 ล้านบาท

สายธุรกิจอื่นๆ (Related Businesses) ประกอบด้วย บริษัท วันทูวันคอนแทคส์ จำกัด ผู้ให้บริการคอลล์เซ็นเตอร์, บริษัท วิชั่น แอนด์ ซิเคียวริตี้ ซิสเต็ม จำกัด ผู้ให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร และบริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด ก็มีผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวันทูวันฯ อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากกลต. เพื่อเสนอขายหลักทรัพย์แก่ประชาชนทั่วไป พร้อมเตรียมการขยายธุรกิจ Contact Center อย่างเข้มข้น ทั้งในและต่างประเทศรับกระแส AEC ในขณะที่ บ.สามารถวิศวกรรม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญานทีวี ก็เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการต่อยอดธุรกิจจากโครงการดิจิตอลทีวี ประเดิมด้วยการบุกตลาดเสารับสัญญานดิจิตอลตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ส.ค ที่ผ่านมา และเตรียมเปิดตัว Set top box สู่ตลาดเร็วๆนี้

สุดท้ายสายธุรกิจ Utilities & Transportations ประกอบด้วยบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด และบริษัท Kampot Power Plant จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจที่ประเทศกัมพูชา มีรายได้รวมกันในครึ่งปีแรกประมาณ 600 ล้านบาท ทั้งสองบริษัทนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งรายได้ประจำที่สม่ำเสมอแล้ว ยังเป็น Site reference ที่ดีเยี่ยมให้แก่กลุ่มสามารถในการขยายธุรกิจด้านศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศและพลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ  นอกจากนี้ กลุ่ม U-trans ยังมีรายได้ประจำเพิ่มขึ้นจากบริษัทเทด้า ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านระบบสายส่งไฟฟ้า โดยในครึ่งปีแรก เทด้ามีรายได้ 330 ล้านบาท และมีงานในมือ (Backlog) รวมแล้วกว่า 1,200 ล้านบาทในปัจจุบัน”

ครึ่งปีหลัง :  มั่นใจรายได้เด่น กำไรทะลุเป้า
นายวัฒน์ชัย กล่าวต่อว่า “ในช่วงครึ่งปีหลัง ผลประกอบการของกลุ่มสามารถมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทุกสายธุรกิจ เช่น  ธุรกิจMobile Multi-media ที่พร้อมรุกตลาด Smart Phone ด้วยการเปิดตัวมือถือใหม่ในตระกูล IQ มั่นใจว่าปีนี้จะมียอดขายทะลุเป้าเป็น 4 ล้านเครื่อง ด้านธุรกิจ MVNO ก็มีทิศทางการขยายตัวที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันมีฐานลูกค้าแล้วกว่า 200,000 ราย คาดเป้าทั้งปีไว้ที่ 600,000 ราย นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนรุกตลาด Smart Phone และ Smart Content ผ่านกิจกรรมการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ อีกมากมาย ซึ่งรวมถึงการจัดมือทำการตลาดมือถือรุ่นพิเศษร่วมกับโอเปอร์เรเตอร์ มั่นใจรายได้และกำไรของกลุ่มไอ-โมบายทะลุเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ด้านธุรกิจ ICT Solutions เริ่มต้นไตรมาส 3 ได้สวยทีเดียวด้วยการเซ็นสัญญาใหม่ไปแล้ว จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 700 ล้านบาท โดยยังเหลือโครงการของกรมที่ดิน, กระทรวงมหาดไทย, กฟภ.และอื่นๆ ที่จะเข้าประมูลอีกประมาณ 4,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่างานในมือได้อีกไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทในไตรมาส 3  นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลในไตรมาส 4 ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมกว่า 30,000 ล้านบาท เช่น โครงการติดตั้งระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ของบริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT) โครงการสมาร์ทกริดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมทั้งโครงการ 3G เฟส 2 ของทีโอที

สำหรับธุรกิจที่โดดเด่นอื่นๆ เช่น กล้องวงจรปิดโดย บ.วิชั่นส์ ปัจจุบันมีงานในมือแล้วกว่า 200 ล้านบาท และมีแผนเข้าประมูลในช่วงครึ่งปีหลัง มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น คือ การขยายงานของธุรกิจ Utilities & Transportation โดยบริษัทฯ ได้เข้าร่วมประมูลงานของวิทยุการบินแห่งประเทศไทยรวมมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการในราวต้นเดือนกันยายนนี้

สรุปแล้ว ในปี 2556 แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมือง แต่บริษัทก็ยังมองเห็นโอกาสการเติบโต และพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ปัจจุบัน เรามี 4 สายธุรกิจหลัก ซึ่งแต่ละสายล้วนมีความเข้มแข็งทางการเงินและมีโอกาสเติบโตทางธุรกิจที่ดี ซึ่งก็จะเป็นฐานสำคัญให้เราสามารถขยายงานอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายวัฒน์ชัยกล่าวทิ้งท้าย
“กลุ่มบริษัทสามารถ” มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการด้านเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่างครบวงจร     ภายใต้บริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท  และมี 3 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย  บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน)  และ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน)